FinTech กับประเทศไทยในยุค Thailand 4.0

ถ้าพูดถึงเรื่องของธุรกิจการเงินใครๆ ต่างก็พูดถึง FinTech ไม่เฉพาะประเทศไทย แต่เป็นกระแสที่พูดถึงกันไปทั่วโลกเรียกว่าเป็น Mega Trend ในตอนนี้ สำหรับผู้ใช้บริการด้านการเงินอาจแค่ให้ความสนใจและติดตามข่าวสารในเรื่องนี้ แต่ในมุมของผู้ดำเนินธุรกิจด้านการเงินหรือสถาบันการเงินทั้งหลายนั้นอยู่ในขั้นที่เรียกว่าตื่นตัวและติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด

จริงๆ แล้ว FinTech คำจำกัดความที่มาจากคำว่า Financial และ Technology ซึ่งหมายถึงเทคโนโลยีทางการเงินไม่ใช่เรื่องใหม่ นวัตกรรมทางการเงินมีการพัฒนามาโดยตลอดอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ FinTech ได้รับความสนใจถึงขนาดที่ว่าสถาบันการเงินทั่วโลกตื่นตัวเป็นเพราะ FinTech ในตอนนี้ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางการเงินที่จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการในการทำธุรกรรมการเงินเหมือนที่ผ่านมาอย่างการกดเงินสดจากตู้ ATM การใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้า หรือการทำธุรกรรมผ่าน Internet Banking

แต่! จะเข้ามาแชร์กลุ่มลูกค้าจากสถาบันการเงินด้วย เนื่องจากเทคโนโลยีทางการเงินที่มีความหลากหลายซึ่งเกิดขึ้นมาในตอนนี้และต่อจากนี้ไปเป็นการพัฒนาของกลุ่มคนหรือบริษัทขนาดเล็กที่เรียกว่า FinTech Startup ซึ่งมีความสามารถทางด้านเทคโนโลยีและมองเห็นโอกาสในธุรกิจนี้ ไม่ได้พัฒนาโดยสถาบันการเงินเท่านั้นเหมือนที่ผ่านมา

อีกทั้ง FinTech ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ธุรกิจการเงินการลงทุนประเภทหนึ่งประเภทใด แต่เกี่ยวข้องครอบคลุมถึงธุรกิจการเงินประเภทต่างๆ ทั้งบริการด้านหุ้น (Stock), บริการด้านการชำระเงิน (e-Payment), บริการด้านการระดมทุน (Crowd Funding), บริการด้านสินเชื่อ (Loan) หรือแม้แต่ในธุรกิจเกม (Money Game) ภายใต้รูปแบบการให้บริการที่ดีกว่าทั้งในเรื่องของความสะดวก รวดเร็ว และค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่า เป็นต้น

FinTech ที่มีการเติบโตมากที่สุดกลุ่มหนึ่งคือกลุ่ม e-Payment ซึ่งเป็นช่องทางการชำระเงินรูปแบบต่างๆ ทั้งออนไลน์และแบบ e-Wallet ทำให้ผู้คนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้สะดวกมากขึ้น แม้จะเป็นผู้ที่ไม่มีบัญชีธนาคารหรือที่เรียกว่า Unbaked ก็สามารถที่จะจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวก นอกจากนั้นยังมีสิทธิพิเศษทั้งโปรโมชั่นหรือส่วนลดอีกมากมายไว้รองรับอีกด้วย เป็นตัวอย่างหนึ่งของ FinTech ที่แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงการแชร์กลุ่มลูกค้ารวมถึงการลดบทบาทของสถาบันการเงินอย่างธนาคารลงอย่างมาก นี่เองเป็นเหตุผลที่สถาบันการเงินต่างๆ ทั่วโลกมีความกังวลว่า FinTech จะเข้ามาทำลาย (Disrupt) ธุรกิจการเงิน

ในมุมของผู้ดำเนินธุรกิจด้านการเงิน FinTech อาจเป็นเรื่องของผลกระทบต่อธุรกิจหรือการ Disrupt ซึ่งคงต้องปรับตัวและหาทางรับมือกันต่อไป แต่ในมุมของผู้ใช้บริการ ผู้ทำธุรกรรมทางการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจโดยทั่วไป FinTech ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี เป็นเครื่องมือที่เอื้อประโยชน์ให้กับธุรกิจตามแนวทางของ Thailand 4.0 ได้เป็นอย่างดี เพราะ FinTech เป็นเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกทางด้านการเงิน ในขณะที่การทำธุรกิจก็ต้องการความสะดวกในเรื่องของการรับจ่ายเงินเช่นกัน

แม้แต่สถาบันการเงินอย่างธนาคารเองจะว่าไปแล้ว FinTech ก็ใช่ว่าจะเป็น Disrupt เสียทีเดียว แต่เป็นโอกาสทางธุรกิจอยู่เหมือนกันในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่ม Unbanked ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงได้มาก่อน เนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุนเพราะเป็นกลุ่มที่มีการทำธุรกรรมซึ่งเล็กมากๆ ในระดับ Microtransaction แต่ก็ยังถือว่าเป็นกลุ่มที่น่าสนใจเพราะในประเทศไทยยังมีลูกค้ากลุ่ม Unbanked อยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นการปรับตัวของธนาคารกับกระแส FinTech ในตอนนี้คงเป็นเรื่องของการร่วมมือกับ FinTech Startup ในการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินเพื่ออำนวยความสะดวกและเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากยิ่งขึ้น

สำหรับธุรกิจอื่นๆ โดยทั่วไปการใช้ประโยชน์จาก FinTech ที่ชัดเจนคงเป็นเรื่องของการมีช่องทางการรับชำระเงินที่หลากหลายทั้งในรูปแบบของ e-Payment และ e-Wallet ที่น่าจะช่วยกระตุ้นการซื้อขายให้เติบโตได้มากขึ้น สำหรับผู้ที่อยากจะเริ่มต้นธุรกิจหากมีโครงการที่ดี แต่ยังขาดเงินทุนอาจจะลองดูว่าจะใช้ประโยชน์จาก FinTech ในเรื่องของการระดมทุนหรือ Crowd Funding อย่างไรได้บ้าง หากศึกษาและทำความเข้าใจให้ดีนี่อาจจะเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจของตนเองก็เป็นได้

ในวิกฤติย่อมมีโอกาส อยู่ที่ว่าพร้อมที่จะเรียนรู้ ยอมรับ และปรับตัวหรือไม่ และนี่คือกระแส FinTech กับประเทศไทยในยุค Thailand 4.0

Comments

comments

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *